Jha-oh 的个人资料I will always照片日志列表更多 工具 帮助

I will always

LoVe yoU.

Jha-oh

职业
第 1 张,共 16 张
10月28日

จันทร์เหงา

 
... หลายครั้งที่คำถามเกิดขึ้นในใจ ...
"พระเจ้าคะ.. พระเจ้าสร้างหนูขึ้นมาทำไม 
 เพื่อให้ความรักใครต่อใคร หรือ ไว้เชยชม ..." 
หลายครั้ง ที่คำถามนั้นมีคำตอบ แต่ทว่า มันไม่เคยหยุดอยู่ที่คำตอบนั้น ...
.... ใครจะรู้ว่าภายใน ฉันยังมีคำถามมากมาย
 
++++ ฤดูหนาวย่างเข้ามาแล้ว ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าจากระเบียงห้องพัก
เหตุใดพระจันทร์ และดวงดาวจึงส่องแสง ส่องประกายแห่งความเหงา ... หรือเป็นเพราะว่าความเหงานั้น เกิดจากจิตใจของเรา ที่เฝ้ามองดาว ...
             ท้องฟ้าค่ำคืนนี้ ช่างสวยงาม ยิ่งมองเท่าไหร่
           เหมือนใจจะล่องลอยไป...ไกลสุดแสนไกล ...
ทว่า จะมีใครอยู่อีกฟากฝั่งของจันทร์ .... นั่งมองดาวเหงา ด้วยกัน กับเรา
 
 
 
 
 
...............................................
 
10月25日

คิดถึงไม่ถึง

คิดถึง คนนั้นที่ใจฉัน ถวิลหา
คิดถึง ตลอดเวลาที่ฟ้า ยังมีดาว
คิดถึง ยามใดภายในใจ ยังว่างเปล่า
คิดถึง ยามเช้า และก่อนนอน
 
 
คิดถึง แค่เธอผู้ดำรงอยู่ ในความฝัน
คิดถึง เธอยามนั้น หัวใจระทวยอ่อน
คิดถึง เมื่อไร จิตใจมันรุ่มร้อน
คิดถึง ฉันถ้า เธอไม่มีใคร
 
โอ้ย.....โอย....
โอ๋ย.....โอ้ย....คิดถึงจัง เธอ
 
ฉัน ไม่ ต้อง การ อะ ไร จาก เธอ แค่ รัก ก็ พอ
 
 
10月20日

Hight way..

                               การเดินทางของฉัน มันเริ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว .... พอรู้ตัวอีกที
นี่มันเกือบครึ่งทางแล้วหรือนี่... โอ แล้วแยกหน้า ฉันจะต้องเลี้ยวไปทางไหนล่ะ
บนถนนที่ยาวไกลและกว้างใหญ่ไม่อาจหยุดได้ ดินแดนแห่งนี้มันช่างว่างเปล่า
                  แม้บางคราวจะมีต้นหญ้าสวยงามบ้าง เหี่ยวแห้งบ้างให้พบเจอ .. แต่ก็เป็นต้นหญ้าที่ไร้ความรัก ฉันเดินทางต่อไปโดยไม่สนใจต้นหญ้า แต่ทว่า ทางแยกข้างหน้ามันช่างมากมายจน..
                  ไม่รู้จะไปทางไหน ... ทำไมไม่สร้างป้ายบอกทางให้กันบัางเลยนะ ..ฉันแอบคิดในใจ ทั้งๆที่มีเป้าหมาย แต่มันช่างแสนไกล และไม่มีขอบเขตว่าอีกระยะทางเท่าไร ฉันจะไปถึง
                        ดินแดนแห่งความฝัน ..... ที่ซึ่งไม่รู้ว่าจะแห้งแล้ง หรือ ชุ่มฉ่ำ ...
แต่เสียงหนึ่งกระซิบที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา .... "อย่ากลัวเลย เราจะนำเจ้าไป ..."
( ขอบคุณพระเจ้า  )
 
 
6月21日

สดุดี119:71

 
 
ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก
 
เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้
 
ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์
 
 
 
 
6月10日

สดุดี 126:5-6

ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา
ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน
ผู้ที่ร้องไห้ออกไป
หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่าน
จะกลับบ้านด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน
 นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย
..............
6月3日

busy

I was very busy coz' I study hard Nerd I work hard I .......(Anythings)
 
But I believed I'll get bless from God ..For everythings I wanna do.
 
In God I Trust .Open-mouthed
5月23日

So much

So much more happy..
So much more pain ..
So much love ....
So much silence ..
.....I just c'back from Vision trip at Chiang tung ,Burmar.
iT'S Great ....I got many experienced.....
 
Thank you god
5月11日

ก็พี่..เป็นพี่ของผมนี่ครับ‏

  

 ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน " ใครขโมยเงินไป " พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ " พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า " ผมขโมยเองครับ " ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแ กจะทำชั่วอะไรอีก
แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย " คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว "

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า " ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ " แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า " แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน " ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว " พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
" ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้ "
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้ " แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ ....... วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิท ยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่ " ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ....... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ..... ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ ....... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า " มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ " ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า " ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ " น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า " ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเร าะเยาะพี่กันพอดี " ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม " จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า " ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง "
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี . วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า " แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ " แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงา นเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ "
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด " เจ็บมากไหม " ฉันถาม " ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ... " น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง " เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ "
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้า ยกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... เขาบอกกับฉันว่า
" พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง " สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
... แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง " คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา " พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด " น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า " แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่... " " ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ "
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้ " น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ " ..... และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

" ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคน พี่น้อง ต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง เดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ....... นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ " เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ....... " ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ "
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
วันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง .... ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า


" ซัมซุง "


และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง

เล่าเรื่อง

5月9日

เพลงซาโลมอน

"ยามราตรีกาลเมื่อดิฉันนอนอยู่ ดิฉันมองหาเขาผู้นั้น
ที่ดวงใจของดิฉันรักใคร่ ดิฉันมองหาเขา แต่หาได้พบไม่

โอ เหล่าบุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ดิฉันขอให้เธอทั้งหลายสาบานต่อละมั่งหรือกวางตัวเมียว่า เธอทั้งหลายจะไม่เร้า หรือจะไม่ปลุกความรักให้ตื่นกระตือขึ้น ... จนกว่าความรักจะจุใจแล้ว"

(พระคัมภีร์ไบเบิล  เพลงซาโลมอน 3:1,5 )
5月8日

ยิ่งใกล้ยิ่งไกล

ยิ่งใกล้กันมากเท่าไร

เหมือนไกลกันมากเท่านั้น

ทุกอย่างที่กระทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์

                                   ล้วนอนิจจัง....